สวัสดี

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: ถาม – ตอบ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (ราชภัฏ)  (อ่าน 390 ครั้ง)

admin
  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 117
    • ดูรายละเอียด
ถาม – ตอบ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา(ราชภัฏ)

๑.   ท่านคิดว่าโครงสร้างการบริหารงานเป็นไปในรูปแบบเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอื่นๆ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐมีกี่รูปแบบ
ตอบ     มี ๒ รูปแบบคือ มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

๒.  อธิบายการจัดตั้งและการเปิดดำเนินการของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ
ตอบ     มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคล จัดตั้งโดยการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัย เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาแล้ว การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น สำนักงานวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เป็นต้น ให้ทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา  หรือทำเป็นกฎกระทรวง   ส่วนการแบ่งส่วนราชการภายในมหาวิทยาลัยอาจทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย  หรือประกาศกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ตามที่กฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยจะกำหนด นอกจากนี้มหาวิทยาลัยจะรับสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัย หรือสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา  หรือตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา  และมหาวิทยาลัยที่รับสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัย หรือสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยนั้นมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้ ส่วนการควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัย หรือสถาบันส่งเสริมวิชาการชั้นสูงที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย 

๓.  มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการมีโครงสร้างและการบริหารงาน อย่างไร อธิบายเป็นข้อ ๆ
ตอบ
     ดังต่อไปนี้
    ๑ สภามหาวิทยาลัย โดยทั่วไปแล้วสภามหาวิทยาลัยจะประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สภามหาวิทยาลัย มีอำนาจและหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย และมีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง และสภามหาวิทยาลัยอาจมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้คำปรึกษาและข้อแนะนำแก่มหาวิทยาลัยและสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย เช่น ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย  เป็นต้น  นอกจากนี้ พระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยอาจจะกำหนดให้มีสภาคณาจารย์  เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำในกิจการของมหาวิทยาลัยต่ออธิการบดีและสภามหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่อธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัยมอบหมายก็ได้
    ๒. สำนักงานอธิการบดี มีอธิการบดีซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี และผู้ช่วยอธิการบดีเป็นผู้ช่วยอธิบดี ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น ในการบริหารงานของอธิการบดี กฎหมายอาจกำหนดให้มีสภาข้าราชการ  หรือสภาคณาจารย์  เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำในกิจการของมหาวิทยาลัยต่ออธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัย และหน้าที่อื่นตามที่อธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
    ๓. สำนักงานวิทยาเขต มีรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตนั้นแทนอธิการบดีตามที่ได้รับมอบหมาย และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ ในแต่ละวิทยาเขตให้มีกรรมการประจำวิทยาเขตมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่างๆ ของวิทยาเขตต่ออธิการบดี ตลอดจนอำนาจอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง
    ๔. บัณฑิตวิทยาลัย มีคณบดีคนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง เป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของบัณฑิตวิทยาลัย โดยบัณฑิตวิทยาลัยแต่ละแห่งจะมีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยโดยมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    ๕. คณะ มีคณบดีคนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งเป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของคณะ โดยแต่ละคณะจะมีคณะกรรมการประจำคณะ มีอำนาจและหน้าที่วางนโยบายและแผนงานของคณะให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัยตลอดจนงานอื่นๆ ที่กำหนดในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยนั้นๆ ในคณะหนึ่งๆ อาจมีการแบ่งภาควิชาหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นทีมีฐานะเทียบเท่าภาควิชา มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชา หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
    ๖. วิทยาลัย มีคณบดีคนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง เป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของวิทยาลัย โดยวิทยาลัยแต่ละแห่งให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาลัยโดยมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    ๗. สถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ มีผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของสถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ โดยมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
ฝึกทำข้อสอบออนไลน์ ที่ http://knjt.co.th

๔.  ให้อธิบายโครงสร้างของกฎหมายกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหารหลักเกณฑ์การได้รับปริญญาของผู้สำเร็จวิชาการทหาร
ตอบ     (ก) ผู้สำเร็จวิชาการทหารที่มีสิทธิได้รับปริญญาตรีในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันการศึกษานั้น ได้แก่
        (๑) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ากองทัพบก
        (๒) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนนายเรือกองทัพเรือ
       (๓) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนนายเรืออากาศ กองทัพอากาศ
       (๔) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนแผนที่ กองบัญชาการทหารสูงสุด
       ทั้งนี้ ต้องเป็นการศึกษาตามหลักสูตรที่สภาการศึกษาวิชาการทหารกำหนด      
     (ข) ผู้สำเร็จวิชาการทหารที่มีสิทธิได้รับปริญญาโทในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันการศึกษา
นั้น ได้แก่
        (๑) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนเสนาธิการทหารกองทัพบก
       (๒) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ
       (๓) ผู้สำเร็จวิชาการทหารจากโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ
       ทั้งนี้ ต้องเป็นการศึกษาตามหลักสูตรที่สภาการศึกษาวิชาการทหารกำหนด
นอกจากผู้สำเร็จวิชาการทหารจะมีสิทธิได้รับปริญญาตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว นักเรียนวิชาการทหารอาจได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูง หรือประกาศนียบัตรแสดงว่าสอบความรู้ได้ตามที่สภาการศึกษาวิชาการทหารกำหนดไว้ด้วยเช่นกัน
        ๒. องค์กรที่มีหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร
        องค์กรที่มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายการกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการ
ทหาร คือ “สภาการศึกษาวิชาการทหาร” ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เสนาธิการทหาร เสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ เสนาธิการทหารอากาศ เจ้ากรมการศึกษาวิจัย เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารอากาศ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการทหารอากาศชั้นสูง ผู้บัญชาการโรงเรียนแผนที่ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ และผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ เป็นกรรมการ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาอนุมัติการจัดตั้ง รวมและยุบเลิกสาขาวิชา
(๒) พิจารณาอนุมัติหลักสูตรของแต่ละสาขาวิชา
(๓) กำหนดวิธีอันจะยังการศึกษาวิชาการทหารให้เจริญยิ่งขึ้น
(๔) กำหนดพื้นความรู้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์การเข้าเป็นนักเรียนวิชาการทหารระยะเวลาการศึกษา การสอบ และเงื่อนไขในการรับปริญญา
(๕) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง และประกาศนียบัตร
(๖) อนุมัติให้ปริญญากิตติมศักดิ์
(๗) วางระเบียบและออกข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการและอาจมอบให้สถาบันการศึกษาใดเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับสถาบันการศึกษานั้นเป็นเรื่องๆ ไป

๕.   พระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการโดยทั่วไปจะกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีรายได้จากเงินงบประมาณแผ่นดิน และอาจมีรายได้ จากที่ใดได้อีก
ตอบ
   
(๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
(๒) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
(๓) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
(๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่งมหาวิทยาลัยปกครองดูแลหรือใช้ประโยชน์
(๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครองดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น โดยที่รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
    บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยใช้บังคับ ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะต้องจัดการเกี่ยวกับรายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และจะต้องจัดการเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยด้วย

๖.  บทกำหนดโทษที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐจะกำหนดโทษไว้กี่กรณี ได้แก่ กรณีใดบ้าง
ตอบ
    ๒ กรณีคือ กรณีแรก ใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนิสิตของมหาวิทยาลัย โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ และกรณีที่สอง แสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา ประกาศนียบัตร หรือตำแหน่งของมหาวิทยาลัย โดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีวิทยฐานะหรือตำแหน่งเช่นนั้น ซึ่งจะมีโทษจำคุก หรือโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของกฎหมายกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหารหรือตำรวจจะกำหนดโทษกรณีบุคคลที่ไม่มีสิทธิใช้ปริญญา อักษรย่อปริญญา หรือประกาศนียบัตรแต่ได้กระทำการเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิดังกล่าว ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ฝึกทำข้อสอบออนไลน์ ที่ http://knjt.co.th

๗.   ให้อธิบายเกี่ยวกับการจัดตั้งและการเปิดดำเนินการของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ตอบ
       มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจัดตั้งโดยการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัย โดยมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม แต่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐขึ้นมาแล้ว การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น สำนักวิชา สถาบัน ศูนย์ หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากับสำนักวิชา สถาบัน หรือศูนย์ ให้ทำเป็นข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการแบ่งส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะรับสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้ตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย และทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูง สถาบันวิจัยอื่นที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
    กิจการของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ พนักงานและลูกจ้างของมหาวิทยาลัยต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

๘.  โครงสร้างและการแบ่งส่วนมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะแตกต่างกันไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง
      มหาวิทยาลัย โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีโครงสร้างและการบริหารงาน อย่างไร
ตอบ
     ๑. สภามหาวิทยาลัย มีอำนาจและหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย และมีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแต่ละแห่ง  สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยเพื่อให้คำปรึกษาและข้อแนะนำแก่มหาวิทยาลัยและสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
            ๒. สภาวิชาการ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วจะมีหน้าที่ในการพิจารณากำหนดหลักสูตร เสนอการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร เสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักวิชา สถาบัน ศูนย์ หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสำนักวิชา สถาบัน หรือศูนย์ รวมทั้งการเสนอแบ่งส่วนงานของส่วนงานดังกล่าว พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันการศึกษาชั้นสูงและสถาบันวิจัยอื่น พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งและถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ พิจารณาให้ความเห็นแก่สภามหาวิทยาลัยในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการของมหาวิทยาลัย และให้คำปรึกษาแก่อธิการบดี และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดีมอบหมาย เป็นต้น
           ๓. สำนักงานอธิการบดี มีอธิการบดีซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นอำนาจและหน้าที่ในทางบริหารและกำหนดนโยบาย เช่น หน้าที่บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย หน้าที่บริหารบุคลากร การเงิน พัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของมหาวิทยาลัย อำนาจบรรจุ แต่งตั้ง และถอดถอนพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งดำเนินการบริหารงานบุคคลภายในมหาวิทยาลัย หรืออาจทำหน้าที่เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยในกิจการทั่วไป เป็นต้น
         ๔. คณะ มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะ และอาจมีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมายก็ได้ ในแต่ละคณะจะมีคณะกรรมการประจำคณะซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งการกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ตลอดจนวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการประจำคณะ เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย การแบ่งส่วนงานภายในคณะอาจแบ่งออกเป็นสำนักงานคณบดี ภาควิชา ศูนย์ กอง หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง
        ๕. สถาบัน สำนัก หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ มีผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบ และอาจมีรองผู้อำนวยการหรือรองหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยจะกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมาย ในแต่ละสถาบัน สำนัก หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะประกอบด้วยคณะกรรมการประจำสถาบัน สำนัก หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ  และสถาบันอาจแบ่งส่วนงานเป็นสำนักงานผู้อำนวยการ ศูนย์ กอง หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าศูนย์ หรือกอง ส่วนสำนักและส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่งส่วนงานเป็นสำนักงานผู้อำนวยการ กอง หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง

๙.    มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนในมหาวิทยาลัยจำนวนทั้งสิ้นกี่ระดับ
ตอบ
     ๓ ระดับ ได้แก่
         (๑) ปริญญาเอก  เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ ด.
         (๒) ปริญญาโท  เรียกว่า มหาบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ ม.
         (๓) ปริญญาตรี  เรียกว่า บัณฑิต  ใช้อักษรย่อ บ.
สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี  ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองได้ นอกจากนี้ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตรสำหรับสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งได้เช่นกัน  ในการกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานในมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยอาจกำหนดโดยทำเป็นข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยในขณะดำรงตำแหน่งไม่ได้  และมหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ครุยประจำตำแหน่งผู้บริหาร หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยด้วยก็ได้
ฝึกทำข้อสอบออนไลน์ ที่ http://knjt.co.th



ชีทสรุปข้อสอบ คู่มือสอบเข้าทุกหน่วยงานราชการ ข่าวงานราชการ
รวบรวมแนวข้อสอบจากสนามจริง ครบทุกเรื่องที่ใช้ออกข้อสอบ อัพเดต ตลอด ข้อสอบพร้อมเฉลย เก็งข้อสอบแม่นๆ
  > แนวข้อสอบ พร้อมเฉลย + เนื้อหาสรุปเรียบร้อย ประหยัดเวลาในการอ่าน

สนใจสั่งซื้อที่  สอบงานราชการ

Line  : testthai1

สั่งซื้อหนังสือช่องทางด่วนกดที่นี่




>>📌แนวข้อสอบมี 2 แบบ📌<<  ดูรายชื่อหนังสือเพิ่มเติมที่ สอบงานราชการ
1.สั่งซื้อแบบ 🗂ไฟล์ PDF 379.-(ส่งทางอีเมล์) 📧ได้รับภายใน /2-3 ชั่วโมง

2.สั่งซื้อแบบ 📖หนังสือ (แถมฟรี MP3 จำนวน 1 เรื่อง)  699.- (📮ส่งฟรีไปรษณีย์ EMS)ได้รับภายใน 1-3 วัน




ฝึกทำข้อสอบออนไลน์ ที่ http://knjt.co.th