สวัสดี

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: ตัวอย่างข้อสอบกลุ่มงานวิศวกรรมและบำรุงรักษาสื่อสารไร้สาย (CAT)  (อ่าน 92 ครั้ง)

admin
  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 117
    • ดูรายละเอียด
ตัวอย่างข้อสอบกลุ่มงานวิศวกรรมและบำรุงรักษาสื่อสารไร้สาย
1. จงอธิบายระบบของโทรศัพท์เคลื่อนที่
ระบบวิทยุประเภทต่างๆ โดย ไม่มีผู้แต่ง
           จุดประสงค์ของการใช้ระบบวิทยุก็คือ การส่งข้อมูลหรือข่าวสารระหว่างจุดสองจุดที่ไม่มีสายตัวนำต่อเชื่อมกัน การส่งสัญญาณข้อมูลโดยคลื่นวิทยุนั้นจำเป็นจะต้องใช้ตัวพา (Carrier) โดยที่สัญญาณข้อมูลจะขี่บนตัวพาไป ตัวพามักจะใช้สัญญาณรูปไซน์ (sinusoidal signal) ซึ่งเขียนได้เป็น Asin (2pฆt+q) โดยที่ Aคือ แอมปลิจูดบอกถึงความแรงของสัญญาณ ฆ เป็นความถี่และ q คือ เฟส (phase) ขบวนการที่ทำให้ข้อมูลขี่บนตัวพานั้นเรียกว่า มอดดูเลชั่น (modulation) หรือการมอดดูเลต ซึ่งกระทำได้สามวิธีคือมอดดูเลชั่นบนแอมปลิจูด (Amplitude Modulation) หรือเอเอ็ม (AM) มอดดูเลชั่นบนความถี่ (Frequency Modulation) หรือเอฟเอ็ม (FM) และมอดดูเลชั่นบนเฟส (Phase Modulation) หรือพีเอ็ม (PM) ในระบบเอเอ็มนั้น สัญญาณข้อมูล จะขี่บนแอมปลิจูดของตัวพา กล่าวคือ แอมปลิจูดของตัวพาจะมีค่าเปลี่ยนไปตามค่าของสัญญาณข้อมูลและในระบบเอฟเอ็มนั้น สัญญาณข้อมูลจะขี่ไปบนความถี่ของตัวพา กล่าวคือ ความถี่ของตัวพาจะมีค่าแปรเปลี่ยนไปตามค่าของสัญญาณข้อมูล ส่วนระบบพีเอ็มนั้นเฟสของตัวพาจะแปรเปลี่ยนตามค่าของสัญญาณข้อมูล ระบบเอฟเอ็มและพีเอ็มมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากความถี่และเฟสมีความเกี่ยวข้องกัน
           สถานีวิทยุกระจายเสียงต่างๆ และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ จะใช้ความถี่ของตัวพาที่แตกต่างกันออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณรบกวนกัน เมื่อสถานีวิทยุกระจายเสียงประกาศว่ากระจายเสียงด้วยความถี่ ๘๙.๕ เมกะเฮิรตซ์ หมายความว่า ตัวพานั้นใช้ความถี่ ๘๙.๕ เมกะเฮิรตซ์ วิทยุกระจายเสียงปัจจุบันจะเป็นแบบเอเอ็มหรือเอฟเอ็ม
ระบบเอเอ็ม ระบบเอฟเอ็ม
          เครื่องส่งวิทยุระบบเอเอ็มและเอฟเอ็มนั้น ประกอบด้วยส่วนที่เป็นมอดดูเลเตอร์ ซึ่งเป็นวงจรที่นำเอาสัญญาณข้อมูลไปมอดดูเลตตัวพาผลที่ได้จะเป็นสัญญาณเอเอ็มหรือเอฟเอ็ม ที่มีความถี่ศูนย์กลางอยู่ที่ความถี่ของตัวพา หลังจากนั้นจะถูกขยายให้มีกำลังสูงเท่าที่ต้องการ แล้วจึงส่งสัญญาณไปยังเสาอากาศเพื่อให้แผ่กระจายเป็นคลื่นวิทยุออกไป เครื่องรับวิทยุ เอเอ็มและเอฟเอ็มที่มีขายในท้องตลาดจะเป็นเครื่องรับที่เรียกว่า ระบบซูเปอร์เฮตเทอโรไดน์ (superheterodyne) โดยมีหลักการทำงานอย่างคร่าวๆ ดังต่อไปนี้
          ส่วนแรกของเครื่องรับคือ เสาอากาศ ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงคลื่นวิทยุ เป็นสัญญาณไฟฟ้าปกติสัญญาณนี้จะอ่อนมาก สัญญาณที่ได้รับจะอ่อนลงถ้าระยะทางจากเครื่องส่งเพิ่มขึ้น เสาอากาศนี้จะรับคลื่นวิทยุจำนวนมากมายที่อยู่ในอากาศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีวิธีการกรองเอาสัญญาณที่ไม่ต้องการออก เพื่อที่เครื่องรับจะได้เลือกเฉพาะสถานีวิทยุที่ต้องการ
           วิธีการกรองจะใช้เทคนิคที่ขยับความถี่ของสถานีที่ต้องการไปยังความถี่ที่คงตัวค่าหนึ่ง ความถี่คงตัวนี้เรียกว่า ความถี่ไอเอฟ (IF ย่อมาจาก intermediate frequency) ระบบเอเอ็มจะใช้ความถี่ ๔๕๕ กิโลเฮิรตซ์ และระบบเอฟเอ็มจะใช้ความถี่ ๑๐.๗ เมกะเฮิรตซ์ แล้วจึงผ่านวงจรกรองหรือฟิลเตอร์ที่ปล่อยให้ความถี่ไอเอฟและใกล้เคียงผ่านได้เท่านั้น วงจรกรองนี้เรียกว่าไอเอฟฟิลเตอร์ วงจรที่ทำหน้าที่ขยับความถี่นั้นเรียกว่า วงจรมิกเซอร์ (mixer) ซึ่งทำการคูณสัญญาณที่รับเข้ามากับสัญญาณไซน์ที่สร้างขึ้นในเครื่องรับ ความถี่ของสัญญาณไซน์จะมีค่าเท่ากับความถี่ของสถานีที่ต้องการ บวกกับ ๔๕๕ กิโลเฮิรตซ์ (หรือ ๑๐.๗ เมกะเฮิรตซ์ กรณีเป็นเอฟเอ็ม) ดังเช่น ถ้าต้องการรับสถานีวิทยุเอเอ็มความถี่ ๖๕๐ กิโลเฮิรตซ์ ผู้ฟังก็จะปรับปุ่มเลือกสถานีบนเครื่องรับจนหน้าปัดบอกว่า ๖๕๐ กิโลเฮิรตซ์ ปุ่มนี้เองจะไปเปลี่ยนความถี่ของวงจรกำเนิดสัญญาณไซน์ ให้สร้างความถี่ที่ ๖๕๐ + ๔๕๕ = ๑,๑๐๕ กิโลเฮิรตซ์ วงจรมิกเซอร์จะทำหน้าที่คูณสัญญาณความถี่ ๑,๑๐๕ กิโลเฮิรตซ์ กับสัญญาณที่เข้ามาจากเสาอากาศผลของการคูณสองสัญญาณเข้าด้วยกันจะทำให้เกิดสัญญาณสองสัญญาณ สัญญาณที่หนึ่งจะมีความถี่เท่ากับผลต่างของความถี่ของสัญญาณทั้งสอง สัญญาณที่สองจะมีความถี่เท่ากับผลบวกของความถี่ของสัญญาณทั้งสอง
           เนื่องจากสัญญาณจากเสาอากาศมีมากมายผลของวงจรมิกเซอร์ก็มีสัญญาณมากมายเช่นเดียวกัน แต่สัญญาณส่วนมากจะไม่สามารถผ่านไอเอฟฟิลเตอร์ สัญญาณของสถานีที่ผ่านได้ก็คือสถานีที่มีความถี่เท่ากับผลต่างของความถี่ของสัญญาณไซน์ และความถี่ไอเอฟ ในกรณีของตัวอย่างที่กล่าวไว้ สัญญาณไซน์มีความถี่ ๑,๑๐๕ กิโลเฮิรตซ์ ดังนั้น สถานีที่ผ่านไอเอฟฟิลเตอร์ ได้นั้น จะต้องมีความถี่ของตัวพาเท่ากับ ๑,๑๐๕-๔๕๕ = ๖๕๐ กิโลเฮิรตซ์
           เมื่อผ่านไอเอฟฟิลเตอร์แล้วก็จะมีวงจรขยายสัญญาณไอเอฟ แล้วจึงผ่านวงจรดีมอดดูเลเตอร์ (demodulator) ซึ่งทำหน้าที่ดึงเอาสัญญาณข้อมูลที่ขี่บนแอมปลิจูด (หรือสัญญาณข้อมูลที่ขี่บนความถี่ในกรณีของเอฟเอ็ม) ออกมา เมื่อได้แล้วก็จะผ่านวงจรขยายให้มีกำลังเพิ่มมากขึ้นตามที่ต้องการเพื่อจะไปขับลำโพง กลายเป็นเสียงหรือดนตรีออกมาการปรับปุ่มบนเครื่องรับวิทยุให้ดังมากดังน้อย ก็คือการปรับกำลังขยายของวงจรขยายนั่นเอง ความถี่ที่ใช้ในการกระจายเสียงระบบเอเอ็ม อยู่ในช่วง ๕๒๖.๕ กิโลเฮิรตซ์ ถึง ๑,๖๐๖.๕ กิโลเฮิรตซ์ ส่วนระบบเอฟเอ็มใช้ความถี่ในช่วง ๘๗ เมกะเฮิรตซ์ ถึง ๑๐๘เมกะเฮิรตซ์
           สัญญาณที่มอดดูเลตแบบเอฟเอ็มมีคุณภาพดีกว่าแบบเอเอ็ม เพราะว่า ระบบเอฟเอ็มสามารถกำจัดสัญญาณรบกวนได้ดีกว่าระบบเอเอ็ม แต่ว่าสัญญาณเอฟเอ็มต้องใช้ช่องความถี่ที่กว้างกว่าทำให้การจัดสรรความถี่ให้กับสถานีทำได้น้อยรายกว่าการใช้ระบบเอเอ็ม
คลื่นสั้น
          นอกเหนือจากการกระจายเสียงระบบเอเอ็มและเอฟเอ็มแล้ว ยังมีการกระจายเสียงวิทยุที่เรียกว่า คลื่นสั้น (short wave หรือ SW) ซึ่งมักจะเหมาะกับผู้ฟังที่อยู่ห่างไกล เช่น ข้ามประเทศดังเช่น ในประเทศไทยอาจรับสถานีกระจายเสียงคลื่นสั้นจากประเทศอังกฤษ ความถี่ของวิทยุในแถบคลื่นสั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ ๒ เมกะเฮิรตซ์ถึง ๒๓ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นวิทยุสามารถแพร่ได้โดยการสะท้อนจากชั้นบรรยากาศจึงสามารถกระจายเสียงระยะไกลได้ วิธีการมอดดูเลตของการกระจายเสียงคลื่นสั้นนั้นก็ใช้การมอดดูเลตแบบเอเอ็ม
การส่งสัญญาณไบนารี
          วิธีการที่จะส่งสัญญาณไบนารีไปกับสัญญาณตัวพานั้นมีมากมายหลายวิธี ดังเช่น โอโอเค (OOK = on-off keying) พีเอสเค (PSK = phase shift keying) เอฟเอสเค (FSK = frequency shift keying) เป็นต้น สัญญาณไบนารีหนึ่งค่าเรียกว่า หนึ่งบิท (bit) ในกรณีของสัญญาณแบบโอโอเคนั้น บิทใดเป็น ๑ ก็จะส่งสัญญาณตัวพาไป ส่วนบิทใดเป็น ๐ ก็จะไม่ส่งสัญญาณตัวพาเลย ดังนั้นเครื่องรับจะดูว่าในบิทใดบิทหนึ่งมีสัญญาณตัวพาหรือไม่เพื่อตัดสินว่าบิทนั้นเป็น ๐ หรือ ๑ ในกรณีของสัญญาณแบบพีเอสเค นั้น บิทที่เป็น ๐ และ ๑ จะมีเฟสที่ต่างกัน ๑๘๐ องศา ดังเช่น บิทใดเป็น ๐ จะส่งตัวพาที่มีเฟส ๐ องศาและบิทใดเป็น ๑ ก็จะส่งตัวพาที่มีเฟส ๑๘๐ องศา ดังนั้นเครื่องรับก็จะตรวจดูว่าเฟสของตัวพามีค่า ๐ หรือ ๑๘๐ องศา เพื่อตัดสินว่าบิทนั้นเป็น ๐ หรือ ๑ ส่วนในกรณีของสัญญาณเอฟเอสเคความถี่ของตัวพาจะถูกเปลี่ยนค่าไปขึ้นอยู่กับว่าบิทนั้นเป็น ๐ หรือ ๑ ดังเช่น บิท ๐ จะแทนด้วยตัวพาที่มีความถี่ f0 และบิท ๑ จะแทนด้วยตัวพาที่มีf1 ดังนั้นเครื่องรับจะดูว่าความถี่เป็น f0 หรือ f1 เพื่อตัดสินใจว่าบิทนั้นเป็น ๐ หรือ ๑
ระบบโทรศัพท์มือถือ
          ในระบบโทรศัพท์มือถือนั้น พื้นที่ที่อยู่ในเขตบริการได้ถูกแบ่งเป็นเซลล์ (cell) แต่ละเซลล์จะมีสถานีฐาน (base station) ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ภายในเซลล์นั้น การสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับสถานีฐานใช้คลื่นวิทยุ ความถี่ที่ผู้ใช้ส่งไปยังสถานีฐาน กับความถี่ที่สถานีฐานส่งให้ผู้ใช้จะอยู่คนละแถบกันส่วนการติดต่อระหว่างสถานีฐานกันเอง หรือระหว่างสถานีฐานกับเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน ก็อาศัยเครือข่ายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว หรือสร้างเพิ่มเติม เมื่อผู้ใช้เคลื่อนที่จากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง สถานีฐานเดิมก็จะส่งมอบให้สถานีฐานใหม่รับช่วงในการติดต่อกับผู้ใช้ต่อไป ถ้าหากเซลล์ใหม่มีผู้ใช้จำนวนมากจนเต็มช่องสัญญาณแล้ว ผู้ใช้รายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในเซลล์ก็จะไม่มีช่องสัญญาณใช้ ทำให้ถูกตัดขาดหายไป บทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่ก็จะยุติโดยกะทันหัน
ระบบมือถือแบบแอนะล็อกและแบบดิจิตอล
          ระบบมือถือแบบแอนะล็อกจะใช้การส่งสัญญาณแบบเอฟเอ็ม ในระบบมือถือแบบดิจิตอลนั้น การส่งสัญญาณระหว่างชุมสายกับผู้ใช้จะส่งแบบดิจิตอล โดยที่เสียงพูดจะถูกนำไปเข้าเครื่องสร้างรหัส (coder) เครื่องสร้างรหัสนี้จะแบ่งเสียงพูดเป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณ ๐.๐๒ วินาที แล้วดึงเอาค่าสำคัญ (ดังเช่น ความถี่ เสียงสูงต่ำ) ของเสียงพูดแต่ละช่วงออกมา ค่าสำคัญเหล่านี้ จะถูกแปลงเป็นสัญญาณไบนารี ในปัจจุบันเครื่องสร้างรหัสสำหรับเสียงพูดจะให้สัญญาณไบนารีประมาณ ๘,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บิทต่อวินาที หลังจากที่สัญญาณได้รับที่สถานีฐานแล้ว ก็จะถูกถอดรหัส ก่อนที่จะถูกส่งไปตามเครือข่ายโทรศัพท์ไปยังจุดหมายปลายทาง
ระบบโทรทัศน์
           การกระจายภาพของสัญญาณโทรทัศน์ก็ใช้คลื่นวิทยุเช่นกัน เครื่องรับโทรทัศน์จะฉายภาพบนจอจำนวน ๒๔ ภาพต่อวินาที ทำให้เราเห็นการเคลื่อนที่ของวัตถุบนจอได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาพแต่ละภาพจะปรากฏบนจอเพียง ๑/๒๔วินาที ภาพแต่ละภาพบนจอไม่ได้ปรากฏพร้อมกันทั้งภาพ แต่จะปรากฏทีละเส้น โดยการฉายแสงบนจอจากซ้ายไปขวา เรียงลงมาตามลำดับ โดยเริ่มจากด้านบนของจอลงมาถึงด้านล่างของจอรวมทั้งหมด ๕๒๕ หรือ ๖๒๕ เส้น แล้วแต่ระบบที่ใช้ ลำแสงที่ฉายจะเป็นลำแสงอิเล็กตรอนซึ่งควบคุมด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์สัญญาณที่ควบคุมจะทำให้เกิดความเข้มหรือจางของจุดต่างๆ บนจอ ซึ่งรวมกันเป็นภาพที่เหมือนกับภาพส่งมาจากห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ สัญญาณที่ส่งออกจากสถานีโทรทัศน์จะได้จากการกวาดหรือสแกน (scan) ภาพบนจอเครื่องถ่าย โดยสแกนทีละเส้นรวมกันทั้งหมด ๕๒๕ เส้น หรือ ๖๒๕ เส้น ต่อภาพ ในอัตรา ๒๔ ภาพต่อวินาที สัญญาณจากการสแกนจะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่วนสัญญาณเสียงพูดจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าโดยใช้ไมโครโฟน สัญญาณเสียงจะมอดดูเลตสัญญาณตัวพาย่อยโดยใช้แบบเอฟเอ็ม ก่อนที่จะนำไปรวมกับสัญญาณภาพที่ได้จากการสแกน หลังจากนั้นสัญญาณรวมก็จะไปมอดดูเลตสัญญาณตัวพาแบบเอฟเอ็มอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณตัวพานี้จะแตกต่างกันตามช่องสัญญาณที่ใช้ ดังเช่น สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓จะใช้ตัวพาที่มีความถี่ ๖๑.๒๕ เมกะเฮิรตซ์ ช่อง ๕ ใช้สัญญาณตัวพาที่มีความถี่ ๗๗.๒๕ เมกะเฮิรตซ์
 
          สัญญาณของสถานีแต่ละช่องจะมีแถบความถี่กว้างประมาณ ๖ เมกะเฮิรตซ์ อนึ่ง สัญญาณภาพและเสียงของโทรทัศน์จะเป็นสัญญาณแบบแอนะล็อก ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบโทรทัศน์แบบดิจิตอล ซึ่งจะแปลงสัญญาณภาพและเสียงเป็นแบบดิจิตอลก่อนจะแพร่ภาพทางอากาศระบบดิจิตอลจะมีภาพที่คมชัดมากกว่าระบบแอนะล็อก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบโทรทัศน์ที่มีความละเอียดสูง (HDTV = high definition television) ซึ่งจะมีจำนวนเส้นต่อภาพประมาณสองเท่าของจำนวนเส้นต่อภาพในระบบปัจจุบัน
ระบบเรดาร์
          ระบบเรดาร์ใช้สำหรับตรวจจับวัตถุ รวมทั้งหาตำแหน่งและความเร็วการเคลื่อนที่ของวัตถุดังเช่น เครื่องบิน ระบบเรดาร์เริ่มใช้ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงสงคราม เรดาร์ถูกใช้สำหรับตรวจหาเครื่องบินของข้าศึก ปัจจุบันเรดาร์ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ หลายอย่าง ดังเช่นหอควบคุมของสนามบินจะใช้เรดาร์หาตำแหน่งการขึ้นลงของเครื่องบินทั้งหมด ตำรวจใช้เรดาร์ตรวจจับความเร็วของรถยนต์เรดาร์บางประเภทใช้สำหรับจับภาพลักษณะทั่วไป ดังเช่น เรดาร์สำหรับจับภาพของสภาพอากาศจะจับภาพของก้อนเมฆและการเคลื่อนที่ของมัน
           หลักการทำงานของเรดาร์เป็นดังนี้ ตัวเรดาร์จะส่งสัญญาณพัลส์ (pulse) ซึ่งเป็นสัญญาณ ช่วงสั้นออกไปในลักษณะของคลื่นวิทยุ เมื่อคลื่นกระทบวัตถุที่กีดขวางก็จะถูกสะท้อนกลับโดยวัตถุนั้น สัญญาณสะท้อนกลับจะถูกรับและวิเคราะห์ด้วยเครื่องรับของเรดาร์ จากการวิเคราะห์เครื่องเรดาร์จะสามารถบอกระยะทาง (ตำแหน่ง) และความเร็วของวัตถุได้ ระยะทางสามารถ คำนวณจากเวลาที่สัญญาณใช้ในการเดินทางจากเครื่องส่งแล้วสะท้อนกลับมา ระยะทางจึงเท่ากับครึ่งหนึ่งของผลคูณระหว่างความเร็วและเวลาที่คลื่นเดินทางไปและกลับ ส่วนความเร็วของวัตถุในทิศทางที่วิ่งสู่เครื่องเรดาร์นั้นคำนวณได้จากหลักของดอปเปลอร์ (Doppler principle) กล่าวคือเมื่อวัตถุวิ่งเข้าสู่เครื่องเรดาร์ สัญญาณสะท้อนกลับจะมีความถี่เพิ่มขึ้นจากความถี่ของสัญญาณที่ส่งออกไป
           ถ้า ฆ' เป็นความถี่ของสัญญาณที่ส่งออกไป ฆ' เป็นความถี่ของสัญญาณที่สะท้อนกลับ
          c เป็นความเร็วของคลื่น
          n เป็นความเร็วของวัตถุในทิศที่มุ่งสู่เครื่องเรดาร์ จะได้สมการ ฆ' = ฆc/(C-n) เนื่องจากเราทราบ ฆ' และสามารถวัด ฆ' ได้  ดังนั้น ความเร็วของวัตถุก็คือ n = c(1-ฆ/ฆ') ถ้าหาก n มีค่าลบ แสดงว่าวัตถุวิ่งออกห่างเครื่องเรดาร์
           ระบบเรดาร์ที่ใช้งานต่างกันอาจจะใช้ความถี่วิทยุที่แตกต่างกัน ดังเช่น เรดาร์ที่หาตำแหน่งของเครื่องบินควรจะใช้ความถี่ที่ผ่านทะลุเมฆไปได้ ส่วนเรดาร์ตรวจลักษณะอากาศนั้นต้องใช้ความถี่ที่กลุ่มเมฆสามารถสะท้อนกลับได้ (เพราะในกรณีนี้ เมฆคือวัตถุที่ต้องการตรวจจับ)
ระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมกับภาคพื้นโลก
           ระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมและภาคพื้นโลก ต้องใช้คลื่นวิทยุที่สามารถทะลุทะลวง กลุ่มเมฆและชั้นบรรยากาศได้ดี การสื่อสารกับดาวเทียมมีสองลักษณะ ลักษณะแรกนั้นเป็นการควบคุมตำแหน่งของดาวเทียม กล่าวคือภาคพื้นโลกจะหาตำแหน่งของดาวเทียม แล้วส่งสัญญาณวิทยุขึ้นไปเพื่อให้ดาวเทียมขับตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งที่ต้องการ การหาตำแหน่งของดาวเทียมต้องใช้สถานีภาคพื้นโลกอย่างน้อยสามแห่ง แต่ละแห่งจะคำนวณระยะทางของดาวเทียมจากสถานีของตน ตำแหน่งของดาวเทียมสามารถคำนวณได้จากตำแหน่งของสถานีภาคพื้นทั้งสาม และระยะทางจากดาวเทียมถึงสถานีเหล่านั้น ลักษณะที่สองของการสื่อสารกับดาวเทียมคือ การส่งข้อมูลระหว่างดาวเทียมและภาคพื้นโลก เช่น ภาพถ่ายจากอวกาศ สัญญาณโทรศัพท์หรือโทรทัศน์
           การแพร่ภาพโทรทัศน์โดยใช้ดาวเทียมนั้นสถานีที่เป็นฐานจะส่งสัญญาณ (เป็นคลื่นวิทยุ)ขึ้นไปบนดาวเทียม เมื่อดาวเทียมได้รับสัญญาณแล้วก็จะขยายแล้วจึงส่งสัญญาณนั้นกลับลงบนพื้นโลก ผู้รับที่อยู่ในพื้นที่ครอบคลุมก็จะสามารถรับสัญญาณได้โดยใช้เสาอากาศที่เหมาะสม

           การควบคุมจราจรทางอากาศ เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำระบบเรดาร์และวิทยุมาใช้ให้เป็นประโยชน์ หอควบคุมการบินของสนามบินจะทำหน้าที่ควบคุมการขึ้นลงของเครื่องบิน รวมทั้งตำแหน่งของเครื่องบินต่างๆ ที่อยู่ภายในรัศมีของการควบคุมของสนามบินนั้น ภายในหอควบคุมการบินพนักงานจะเห็นจอภาพที่แสดงตำแหน่งและข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินแต่ละลำ (เช่น เลขที่ของเที่ยวบิน และประเภทของเครื่องบิน) ที่อยู่ภายในรัศมีของการควบคุม (ประมาณ ๙๐-๓๐๐ กม.) ตำแหน่งและข้อมูลจะเคลื่อนที่อยู่เรื่อยๆบนจอภาพตามการเคลื่อนจริงของเครื่องบินนั้นๆ ตำแหน่งและข้อมูลเหล่านี้ ได้มาจากการหาตำแหน่งโดยเรดาร์ (ดังจะเห็นว่าสนามบินแต่ละแห่งจะมีเสาอากาศเรดาร์) และจากสัญญาณวิทยุที่ส่งจากสนามบิน ซึ่งตอบกลับอัตโนมัติโดยเครื่องบินแต่ละลำ นอกจากภาพของเครื่องบินที่อยู่ในอากาศแล้ว หอควบคุมการบินยังมีภาพของเครื่องบินที่อยู่บนพื้นอีกด้วย พนักงานจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการสื่อสารกับกัปตันในการนำเครื่องบินให้ร่อนลงหรือทะยานสู่ท้องฟ้าโดยปลอดภัย อีกทั้งควบคุมไม่ให้เครื่องบินชนกันกลางอากาศหรือบนพื้นดิน การสื่อสารระหว่างสนามบินและเครื่องบินจะใช้วิทยุในย่านความถี่สูงมาก (VHF) ก่อนจะออกเดินทางเครื่องบินแต่ละลำจะต้องมีแผนการบิน ซึ่งประกอบด้วยชื่อเครื่องบิน เลขที่เที่ยวบิน จุดเริ่มต้นจุดหมายปลายทาง เส้นทางการบิน ระดับความสูงที่ใช้ เวลาออก และเวลาที่จะถึงจุดหมายปลายทาง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อๆไปยังศูนย์ควบคุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการดูแลเครื่องบินนั้นๆ ให้ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ หลังจากที่เครื่องบินออกเดินทางแล้วในระหว่างทางจะมีการติดต่อกับศูนย์ควบคุมพื้นดินบ้างแต่ไม่มาก เครื่องมือส่วนหนึ่งบน เครื่องบินจะคำนวณตำแหน่งและความสูงของตัวเอง จนกระทั่งเครื่องบินเข้าสู่รัศมีการควบคุมของสนามบินปลายทาง เมื่อเครื่องบินเข้าสู่การควบคุมของสนามบินปลายทาง หอควบคุมจะคอยดูแลให้เครื่องบินเข้าสู่แนวของลานบินที่จะร่อนลง พร้อมกับคอยกำกับให้ลดระดับลงที่ถูกต้อง ซึ่งกัปตันอาจเลือกใช้ระบบช่วยการร่อนลง (landing system) ได้ ระบบนี้จะมีสัญญาณสองสัญญาณ สำหรับให้เครื่องบินปรับตัวเองให้ตรงแนวลานบินและให้มีระดับความสูงที่ถูกต้อง หลังจากที่ระบบนี้นำเครื่องบินลดระดับถึงประมาณ ๒๐๐ ฟุต (๖๐ เมตร) กัปตันก็จะบังคับเครื่องบินด้วยมือให้ลงสู่พื้นลานบิน
           บนเครื่องบินมีระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ที่ใช้สำหรับติดต่อกับศูนย์ควบคุมและใช้หาตำแหน่งและความสูงของเครื่องบิน รวมทั้งการควบคุมระบบต่างๆ ภายในเครื่องบินเองเครื่องมือเหล่านี้อาศัยคลื่นวิทยุในการสื่อสัญญาณ ดังนั้นอาจถูกรบกวนด้วยคลื่นวิทยุอื่นๆ ได้ ดังเช่นคลื่นวิทยุที่รั่วจากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว เครื่องรับวิทยุกระเป๋าหิ้ว ซึ่งผู้โดยสารนำขึ้นไปใช้บนเครื่องบินความถูกต้องของเครื่องมือมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงทะยานขึ้นหรือร่อนลงสนามบิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประกาศห้ามผู้โดยสารใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องบินในช่วงแรก และช่วงสุดท้ายของการบิน
           ปัจจุบันเครื่องมือบนเครื่องบินที่ใช้บอกตำแหน่งและความสูงของเครื่องบินนั้น ใช้การคำนวณจากความเร็วและทิศทางการบิน ในอนาคตจะมีการนำระบบจีพีเอส (GPS = Global Positioning System) มาใช้หาตำแหน่งและความสูงของเครื่องบิน ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าระบบในปัจจุบัน เครื่องรับระบบจีพีเอสจะใช้สัญญาณที่รับจากดาวเทียมที่อยู่ในระบบนี้มาคำนวณหาตำแหน่งของตนเอง ดาวเทียมในระบบจีพีเอสมีทั้งหมด ๒๔ ดวงใน ๖ วงโคจร (ใช้งานจริง ๒๑ ดวง และสำรอง ๓ ดวง) ณ จุดใดจุดหนึ่งบนพื้นโลก ในเวลาใดเวลาหนึ่งจะสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมจีพีเอสอย่างน้อย ๔ ดวง สัญญาณจากดาวเทียมแต่ละดวงจะบอกตำแหน่งของดาวเทียมนั้น และเวลาที่ส่งสัญญานั้นออกไป เมื่อเครื่องรับสัญญาณนั้นก็จะคำนวณหาเวลาที่สัญญาณนั้นเดินทางจากดาวเทียมสู่เครื่องรับได้ เวลาเดินทางของสัญญาณจะนำมาคำนวณระยะทางจากดาวเทียมไปยังเครื่องรับได้ เมื่อเครื่องรับทราบระยะทางได้ถูกต้องจากดาวเทียมทั้งสามดวง และทราบตำแหน่งดาวเทียมสามดวงนั้น และเครื่องรับก็สามารถคำนวณหาตำแหน่งของเครื่องรับได้ โปรดสังเกตว่าในการคำนวณระยะทางของเครื่องรับจากดาวเทียมเหล่านั้น เครื่องรับต้องมีนาฬิกาที่ถูกต้องตรงกับนาฬิกาบนดาวเทียมเหล่านั้น ในทางปฏิบัตินาฬิกาในเครื่องรับจีพีเอสจะไม่เที่ยงตรง (เพราะนาฬิกาที่เที่ยงตรงจริงๆ มีราคาแพง) ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ถ้าเครื่องรับใช้สัญญาณจากดาวเทียมสี่ดวง (เพิ่มจากสามดวง) สัญญาณที่สี่นั้นช่วยในการคำนวณหาความผิดพลาดของ นาฬิกาในเครื่องรับจีพีเอสได้ปัจจุบันระบบจีพีเอสได้ถูกนำมาพัฒนาใช้งานมากมายหลายอย่าง ดังเช่นการใช้ประกอบกับแผนที่เพื่อเป็นระบบนำทางในรถยนต์ การวัดระยะทางและตำแหน่งการเคลื่อนที่ของรถยนต์บนทางด่วนเพื่อคิดค่าผ่านทางโดยอัตโนมัติ แล้วหักลบจากบัตรเครดิตได้ทันที การใช้บอกตำแหน่งของเรือเดินสมุทรในท้องทะเลการใช้เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของปั้นจั่น ไปยังตำแหน่งของคอนเทนเนอร์ที่ต้องการยกในท่าเรือขนาดใหญ่ซึ่งต้องใช้เวลามากถ้าหากใช้วิธีหาด้วยตาเปล่า


ชีทสรุปข้อสอบ คู่มือสอบเข้าทุกหน่วยงานราชการ ข่าวงานราชการ
รวบรวมแนวข้อสอบจากสนามจริง ครบทุกเรื่องที่ใช้ออกข้อสอบ อัพเดต ตลอด ข้อสอบพร้อมเฉลย เก็งข้อสอบแม่นๆ
  > แนวข้อสอบ พร้อมเฉลย + เนื้อหาสรุปเรียบร้อย ประหยัดเวลาในการอ่าน

สนใจสั่งซื้อที่  สอบงานราชการ

Line  : testthai1

สั่งซื้อหนังสือช่องทางด่วนกดที่นี่




>>📌แนวข้อสอบมี 2 แบบ📌<<  ดูรายชื่อหนังสือเพิ่มเติมที่ สอบงานราชการ

1.สั่งซื้อแบบ 🗂ไฟล์ PDF 379.-(ส่งทางอีเมล์) 📧ได้รับภายใน /2-3 ชั่วโมง

2.สั่งซื้อแบบ 📖หนังสือ (แถมฟรี MP3 จำนวน 1 เรื่อง)  699.- (📮ส่งฟรีไปรษณีย์ EMS)ได้รับภายใน 1-3 วัน





ฝึกทำข้อสอบออนไลน์ ที่ http://knjt.co.th